มะมาสมุนไพร ปลูกผมให้ขึ้นได้อย่างน่ามหัศจรรย์
“ผม” เป็นสิ่งที่เสริมสร้างเสน่ห์ให้กับใบหน้า ผมจึงเป็นส่วนสำคัญสิ่งหนึ่งของคนทั่วไป บางคนต้องการให้ใบหน้าเปลี่ยนแปลงก็ใช้ผมเป็นเครื่องมือในการทำให้ใบหน้าเปลี่ยนแปลงไป ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะยึดถือเอาผมเป็นสิ่งสุดยอดของตน ผมสวยเข้ากับใบหน้าก็ทำให้หน้าสวยและหล่อ ผมไม่เป็นรูปเป็นร่างก็ทำให้ใบหน้าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ค่อยดี คนศีรษะล้าน ผมร่วง ผมหงอก ผมบาง จึงได้พยายามค้นหาวิธีต่างๆ ที่จะพลิกฟื้นคืนชีวิตให้กับผมมาตลอดชีวิต แต่ก็หามียาหรือวิธีกรรมใดๆ ที่จะทำให้ผมขึ้น ผมดกดำได้
“มะมาสมุนไพร” จึงเปรียบเหมือนสิ่งวิเศษสุดที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้ในการคืนชีวิตให้กับเส้นผมบนศีรษะ สร้างชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ที่หมดหวังในเรื่องผมได้มีความสุขกับการเจริญเติบโตของรากผมและเส้นผม การใช้ “มะมาสมุนไพร” จึงเปรียบเหมือนการปลูกพืชบนผืนดินที่แห้งแล้ง จำเป็นต้องปรับผืนดิน รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยลงไป ไม่ช้าพืชจะเริ่มเจริญเติบโตงอกงามขึ้น
บ้านมะมาสมุนไพรก่อตั้งมากว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี 2541 โดยคุณฉันทมน พูลนิล หรือ อาจารย์เล็กหรือที่บรรดาลูกศิษย์และลูกค้าเรียกกันจนติดปากว่า "อาจารย์แม่" โดยก่อนหน้านี้อาจารย์เล็กได้ประกอบกิจการด้านความสวยความงามโดยใช้สารเคมี ถึงแม้จะทำรายได้ดีแต่ท่านกลับแพ้สารเคมีที่ต้องเจออยู่ทุกวัน ผิวพรรณ มือและเท้าล้วนแต่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีอย่างรุนแรง
อาจารย์เล็กกล่าวว่าหากพูดถึงรายได้ช่วงที่ยังทำสารเคมีอยู่นั้นกำไรดีมากแต่สุขภาพตัวอาจารย์เองกลับย่ำแย่ลง เพราะสูดดมสารเคมีที่อบอวลอยู่ในห้องทำผมทุกวัน บวกกับโรคประจำตัวที่เป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก จำได้ว่าเมื่อปี พ.ศ.2537 ได้ป่วยเป็นไข้หวัดบ่อยมาก เส้นผมก็หงอกเร็วขึ้น ย้อมผมปิดผมขาวทุกเดือน มาปี พ.ศ.2538 เข้าโรงพยาบาลพญาไท2 คุณหมอบอกว่าแพ้สารเคมีอย่างรุนแรง ผิวแห้ง มือและเท้าชา คุณหมอสั่งห้ามไม่ให้ย้อมผม เพราะเคมีจะลงชั้นใต้ผิว ทำให้เกิดผิวหนังศีรษะบางแดงและอักเสบ จากนั้นก็ปล่อยให้ขาวบ้าง
หลังออกจากโรงพยาบาลมา เพื่อนได้ชวนไปปฏิบัติธรรมที่จังหวัดนครนายก ตำบลชะอม เจ้าอาวาสนามว่า พระอาจารย์สมชาย (สายหลวงปู่มั่น) ช่วงดึกผู้ปฏิบัติธรรมต้องพักผ่อนในกรด อากาศเย็นและหนาวมาก เพราะบริเวณวัดมีต้นไม้ใหญ่มากมาย ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นไข้และไม่สบายตัว จนผู้ที่พักผ่อนใกล้ๆ ได้เอายามาให้ ในเช้าวันรุ่นขึ้น หลังจากทำวัตรเช้าเรียบร้อยแล้ว ดิฉันก็ได้พูดคุยกับผู้ที่นำยามาให้ จึงได้ทราบว่าท่านผู้นั้นเป็นหมอยาโบราณ อยู่จังหวัดยะลา ในขณะนั้นหมอท่านอายุ 78 ปี ภรรยาของหมอเป็นชาวหาดใหญ่ก็ได้มาปฏิบัติธรรมด้วย ดิฉันจึงมีโอกาสได้ปรึกษาคุณหมอท่านนั้นว่า มียาตัวใดที่รักษาอาการภูมิแพ้ และมียาตัวใดที่สามารถปิดผมขาวได้โดยไม่ต้องโกรกย้อมจากสารเคมี เพราะตัวดิฉันถูกคุณหมอที่โรงพยาบาลสั่งห้ามไม่ให้ใช้สารเคมี
หลังจากครบกำหนดการปฏิบัติธรรม หมอยาแผนโบราณได้ให้เบอร์โทรศัพท์ไว้และได้นัดพบกันที่วัดบวรนิเวศน์ บางลำพู ดิฉันและคุณหมอต่างผิดนัดกันไปผิดนัดกันมา พลาดการนัดหมายกันมาตลอดเป็นระยะเวลา 4 เดือนจนดิฉันทำเบอร์โทรศัพท์ของคุณหมอหาย และคิดว่าดิฉันคงจะไม่ได้พบท่านอีก อยู่มาวันหนึ่งคุณหมอท่านนั้นได้โทรศัพท์มาหาดิฉัน ซึ่งจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันเสาร์และตรงกับวันพระพอดีจึงนัดเจอกันที่เดิม ครั้งนี้ได้พบคุณหมอเสียที
วันนั้นท่านได้นำต้นไม้ชนิดหนึ่งมาจากประเทศอินโดนีเซียเพื่อนำมาปลูกและพืชพรรณสมุนไพรแห้งต่างๆ อีกประมาณ 4-5 ชนิด พร้อมแนะนำให้ดิฉันนำมาบดแล้วนำมารวมกันตามส่วนแล้วผสมด้วยน้ำสมุนไพรชนิดหนึ่ง นำไปหมักผม ดิฉันก็ทำตามคำแนะนำและปฏิบัติเรื่อยมาเป็นเวลา 2 เดือนจึงเห็นการเปลี่ยนแปลง หลังจากนั้นก็ได้นัดพบเพื่อปรึกษาคุณหมอท่านนี้เรื่อยๆมา
อีกหลายเดือนผ่านไปคุณหมอก็ได้นำเกสรดอกไม้นานาพันธุ์ซึ่งเป็นสมุนไพรบรรจุขวดแม่โขง 2 ขวดใหญ่พร้อมกับน้ำดำๆ อีก 2 แกลลอนมาให้ดิฉัน คุณหมอบอกว่าเป็นยาบำรุงผิวหนังศีรษะและทำให้ผมขึ้น มาให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเลย และดิฉันก็ได้นำมาใช้จนถึงทุกวันนี้ พร้อมทั้งคุณหมอก็ได้บอกดิฉันว่าให้ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป รวมถึงผู้ที่เป็นสะเก็ดเงิน งูสวัด เชื้อรา นอนไม่หลับ ผมร่วง ผิวหนังศีรษะตึงซึ่งมาจากการโกรกย้อมทั้งหมด เส้นตัวคันตึง ใช้ยาเหล่านี้ทาภายนอก ตัวยาจะซึมเข้าไปใต้ผิวหนัง ดิฉันปฏิบัติเรื่อยมาเป็นเวลา 3 ปี สังเกตว่าตัวเองหายจากอาการภูมิแพ้อย่างเด็ดขาด สิวฝ้าไม่มี หน้าใสขึ้น ผมไม่หงอก ผิวหนังศีรษะนิ่ม
หลังจากที่ดิฉันได้เดินทางไปดูงานและท่องเที่ยวที่ประเทศออสเตรเลีย กลับมาดิฉันก็ได้พาหลานไปว่ายน้ำที่สโมสรของม.สุโขทัยธรรมาธิราช ดิฉันก็ได้พบกับรองศาสตราจารย์โกวิน วิวัฒนพงศ์ โดยท่านได้ชักชวนให้มาเปิดร้านเพื่อให้บริการที่สโมสรของมหาวิทยาลัย เพราะเห็นว่าเป็นคนที่มีฝีมือดีและชอบทำบุญ ดิฉันจึงตัดสินใจมาเปิดร้านที่สโมสรของม.สุโขทัยธรรมาธิราช โดยการแนะนำจากท่าน และยังช่วยแนะนำให้คนทั่วไปได้รู้จักประโยชน์ของสมุนไพรไทยว่าดีอย่างไร
คำว่า "มะมา" มีที่มาจากบทสวดมนต์ของ หลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนเป็นชื่อ "มะมาสมุนไพร" มาจนถึงทุกวันนี้ หากสะกดเป็นภาษาอังกฤษ "Mamma" จะแปลว่า แม่, มารดา ซึ่งเข้ากับ "อาจารย์แม่" พอดี ด้วยความมานะอดทน มุ่งมั่น มั่นคงของอาจารย์แม่ จึงทำให้ชื่อ "มะมาสมุนไพร" เป็นที่รู้จักและทำให้เกิดบรรดาลูกศิษฐ์มากมายทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดต่างๆ เข้ามาศึกษาอบรม พร้อมทั้งกระจายรายได้สู่ชุมชนชาวบ้านให้มีรายได้จากการจำหน่ายสมุนไพรบางชนิด ลูกๆหลานๆ ของคุณหมอก็มีรายได้ตามไปด้วยเช่นกัน ทั้งนี้รายได้อีกส่วนหนึ่งนั้นทางมะมาสมุนไพรก็ได้คืนกำไรสู่สังคม โดยได้ร่วมกับฝ่ายข่าว ททบ.5 "โครงการพี่ให้น้อง" แจกเสื้อกันหนาว ข้าวของเครื่องใช้ ฯลฯ และยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ที่เป็นการตอบแทนสังคม
เหตุผลที่มีผู้เข้ามารับบริการที่มากมายนี้จนเกิดสาขาต่างๆ ส่วนมาก 90% ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ บางท่านอาจจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับการโกรกย้อมจากสารเคมีมาแรมปีของแต่ละท่าน หรือ ยังไม่สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของทางมะมาสมุนไพรได้ เช่น การสระผม เป็นต้น อีกอย่างที่สำคัญที่สุดในชีวิตของท่านอาจารย์ "ต้องเป็นศิษฐ์ที่ดีและเป็นตัวแทนครูบาอาจารย์ โดยปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง พร้อมทั้งบูชา เทอดทูล กตัญญู รู้คุณ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณ ด้วยความเคารพอย่างที่สุด พร้อมทั้งช่วยเหลือสังคมและเด็กผู้ด้อยโอกาส"
 
การะเกด ชีรัง
ผู้สืบสานตำนานการรักษาผมด้วย “มะมาสมุนไพร”
ศิษย์เอกคนหนึ่งของอาจารย์เล็ก ดำเนินธุรกิจ “มะมาสมุนไพร” ขึ้นอีก 1 สาขาประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มีผู้ที่รู้จักสมุนไพรมหัศจรรย์นี้มาใช้บริการกันมาก นอกจากนี้อาจารย์เล็ก ยังหมั่นมาช่วยดูแลสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการ จนทำให้ชื่อของ “มะมาสมุนไพร” ดังกระฉ่อนไปทั่วเมืองไทย
ทำไมถึงสนใจเรื่องหมักผมด้วยสมุนไพร?
ดิฉันสนใจเรื่องหมักผมด้วยสมุนไพรของมะมาเนื่องจากมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งแนะนำให้รู้จักซึ่งท่านได้เล่าเกี่ยวกับวิธีการหมักผมด้วยสมุนไพรธรรมชาติปราศจากสารเคมี และยังสามารถปิดผมหงอกผมขาวได้ด้วยบำบัดฟื้นฟูผมร่วงผมบาง เลยเข้าไปดูและได้เห็นวิธีการหมักผมด้วยสมุนไพรแบบโบราณซึ่งเป็นการดึงเคมีจากใต้ผิวที่เคยโกรกย้อมมานานและสระผมบ่อย สามารถปิดผมขาวได้ด้วยดิฉันเลยสนใจอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่ร้านทำผมทั้วไปจะโกรกผม ย้อมผมด้วยสมุนไพรทั้งนั้น
เคยมีประสบการณ์เรื่องผมบ้างรึป่าว?
ก่อนที่ดิฉันจะมารู้จักกับร้านมะมาสมุนไพร ดิฉันเคย สระผมบ่อย โกรก ย้อมผม ยืดผม เข้าร้านเสริมสวยอยู่บ่อยๆ จนทำให้รู้สึกว่าผมร่วงเยอะมาก รวมทั้งหนังศรีษะมันมากๆ 2 วันต้องรีบสระผม และเส้นผมเริ่มจะแข็งกระด้าง ไม่มีความเงางาม ทำให้รู้สึกแย่ลงจนได้มารู้จักกับอาจารย์เล็ก ฉันทมน พูลนิล (หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อาจารย์แม่)
รู้จักอาจารย์เล็กได้อย่างไร?
ดิฉันรู้จักกับอาจารย์เป็นการส่วนตัวที่จังหวัดเชียงใหม่ค่ะ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อาจารย์เล็กไปปฎิบัติธรรมค่ะท่านจะปฏิบัติธรรมซึ่งจะตรงกับวันแม่ 12 สิงหาคม ของทุกปี ซึ่งก่อนวันแม่ดิฉันได้ข่าวจากผู้ใหญ่ที่แนะนำให้ดิฉันได้รู้จักว่าท่านจะไปบวชที่นั่น ดิฉันรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่จะได้เจออาจารย์เล็กอีกครั้ง จึงได้ร่วมทำจับฉ่ายเจ น้ำเต้าหู้หม้อใหญ่ไปถวายให้อาจาย์ที่วัด ทำบุญเลี้ยงพระและแม่ชีทุกท่าน หลังจากที่อาจายร์สึก ดิฉันก็คอยดูแลอาจารย์ และได้อยู่กับอาจารย์เป็นการส่วนตัว พอได้สัมผัสกับอาจารย์ได้พูดคุยกับอาจารย์แล้วทำให้ดิฉันรู้สึกภูมิใจ ดีใจ รู้สึกมีความสุข เพราะอาจารย์จะมีข้อคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต รวมทั้งการดูแลรักษาสุขภาพ บุคลิกภาพ และอื่นๆอีกมากมากๆ จนทำให้เหมือนกับว่ารู้จักและผูกพันกันมาเป็นเวลานาน จนดิฉันได้ตัดสินใจไปเรียนการหมักผมที่มะมาสมุนไพรที่ มหาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยใช้ระยะเวลาในการศึกษาเกี่ยวกับการหมักผมเป็นเวลา เกือบ 1 ปี
ลูกค้าให้ความสนใจวิธีหมักผมมากน้อยแค่ไหน?
สาเหตุลูกค้าเข้ารับบริการของมะมาสมุนไพรทุกท่านมักจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของหนังศรีษะและเส้นผมด้วยตนเอง จากคุณสมบัติของมะมาสมุนไพร โดยอาจารย์เล็ก (ฉันทมน พูลนิล) ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับหนังศรีษะ เส้นผม และร่างกาย โดยได้รับวิชาความรู้บูรพาจารย์ด้านสมุนไพรของไทย และความพยายามอย่างต่อเนื่องในการวิจัยค้นคว้า ทดลองจนได้ผลิตภันฑ์อันแสนวิเศษของมะมาสมุนไพร ที่ลูกค้ามากมายได้ทดลอง หรือลองใช้บริการ 4-5 ครั้งอย่างต่อเนื่อง จนรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวลูกค้าเอง จนต้องกลับมาใช้บริการอีก เพื่อให้เกิดผลดีต่อเนื่องขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นผลเป็นที่รู้จักปากต่อปาก จนถึงปัจจุบันนี้
ขั้นตอนการหมักผมมีวิธีทำอย่างไรบ้าง?
การรับบริการกับทางมะมาสมุนไพรจำเป็นอย่างมากอยู่ 3 เรื่องที่ลูกค้าควรจะทำความเข้าใจ คือ
1.จะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเรื่องการทำความสะอาดหนังศรีษะและเส้นผมด้วยการราดน้ำหรือสระผมบ่อยๆ หลัง 6 โมงเย็นห้ามสระผม ไม่ควรสระผมตอนกลางคืน
2.หยุดการใช้เคมีใดๆทุกชนิดกับหนังศรีษะและเส้นผมเด็ดขาด เช่น การอบไอน้ำ การทำสีผม การใช้มูส หรือเสปร์แข็ง การใช้แชมพู ครีมนวดที่เป็นสารเคมี
3.จากนั้นทางมะมาสมุนไพรจะวิเคราะห์หนังศรีษะของท่านว่าเป็นอย่างไร ควรใช้ผลิตภันฑ์แบบใดจึงจะเหมาะสมเพราะปัญหาอาจจะแตกต่างกันในแต่ละท่าน เช่น ผลจากสารเคมี พันธุกรรม พฤติกรรม หรืออื่นๆ
4.เมื่อวิเคราะห์แล้วขั้นตอนต่อไปก็คือจะต้องล้างผมด้วยแชมพูของเรา และหม้กด้วยสมุนไพรของทางมะมาสมุนไพร ใช้เวลาในการหมัก 20-30 นาที ซึ่งทางร้านจะมีหมวกหรือผ้าโพกไว้ สามารถกลับบ้านได้เลย โดยจะต้องหมักทิ้งไว้ 6-8 ชั่วโมงจึงจะล้างออก ระหว่างที่รอให้ครบกำหนดเวลานั้น ท่านสามารถไปประกอบธุระกิจอย่างอื่นได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าสมุนไพรจะส่งกลิ่นรบกวน เพราะผลิตภัณฑ์ของเราจะมีกลิ่นหอมของสมุนไพรพอครบกำหนดเวลาก็สามารถสระล้างผมเองที่บ้านได้
5.จำนวนครั้งในการหมักผม ลูกค้าจะต้องมารับบริการจากทางร้านอาทิตย์ละครั้ง 4 ครั้งต่อเนื่องก่อนหลังจากนั้นให้มาดูอีกทีว่าหนังศรีษะดีขึ้นหรือยัง ถ้ายังไม่ดีให้ต่อเนื่องกันไปก่อน ถ้าเริ่มดีขึ้นแล้วก็ค่อยๆห่างออกไปได้ ระยะเวลาที่จะเห็นผล ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล บางท่านมาเพียงครั้งเดียว ก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น บางท่านก็ใช้เวลานานบางทีก็ 6 เดือนถึงจะเห็นผล
ทำไมถึงต้องตัดผมด้วย เพราะมาใช้บริการหมักผมอย่างเดียว ?
ขอเรียนให้ทราบว่า เส้นผมของแต่ละท่านมาไม่เหมือนกัน ในกรณีที่ต้องเล็มผมหรือตัดผมก็เพราะ เส้นผมของท่านผ่านการโกรกย้อมมานาน จึงแข็งกระด้างกรอบสากฝืดมาก หากหมักผมของมะมาสมุนไพร หลังจากล้างออก จะฝืดแข็งมากขึ้น เพราะฉนั้นจึงจำเป็นมากสำหรับในบางรายที่มีเคมีจับเส้นผม หากไม่ตัดปลายออกไป ลูกค้าก็จะกลับไปใช้ครีมนวดผมเพื่อให้ผมนิ่ม ในเมื่อลูกค้ายังใช้เคมีอยู่ แล้วจะมาใช้ยามะมาสมุนไพรเพื่ออะไร ครีมนวดผมก็เป็นเคมี ทางร้านหากไม่จำเป็นก็ไม่ตัดเพราะเสียเวลามาก เมื่อตัดก็บอกว่าไม่สวยหรือสั้นเกินไป หากไม่ตัดก็บอกว่าหมักแล้วเส้นผมกระด้าง พูดกันไปมากมาย สรุปว่าหากคนที่มีผมยาว มีเคมีพอกไว้จนแข็ง ปิดเซลล์ผมจนแห้ง หาความเป็นธรรมชาติไม่ได้ ทางร้านมีเจตนาทำในสิ่งที่ให้คุณรู้สึกได้ในวันข้างหน้าจึงจำเป็นต้องต้ดผมออกบ้าง เพื่อให้ตัวยาสมุนไพรจับและล้างเส้นผมคืนสู่ธรรมชาติได้เร็วขึ้น ผลข้างเคียงจากสารเคมีที่ไปพอกหนาแน่นกันมานานนับปีจะสลายไป และจะทำให้เส้นผมสลวยขึ้น คำถามนี้มีมานานกว่าสิบปีแล้ว เส้นผมของแต่ละท่านในรุ่นก่อนๆก็ดีขึ้นตามลำดับจนปัจจุบันก็ห่างหายกันไป เนื่องจากสภาพหนังศีรษะและเส้นผมได้รับการดูแลจนดีขึ้นไปแล้ว มีหลายๆท่านที่ไม่ให้ทางเราตัดผมสุดท้ายหลังจากหมักแล้วล้างออก ก็แอบไปใช้ครีมนวดผมซึ่งเป็นเคมีทั้งสิ้น พอมาให้ทางเราดูแลก็บอกว่าไม่ได้ใช้ครีมนวดแล้วต่อว่าว่าทำไมไม่ดีขึ้นสักที ผมก็แห้งมากหลังจากที่หมักไป (ก็ขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันตรงนี้เลยว่า หากไว้วางใจและศรัทธาในผลิตภัณฑ์มะมาสมุนไพรก็เข้ามารับบริการได้ หากเห็นว่าไม่ดีไม่แน่ใจ ก็มีที่อื่นที่แข่งขันกันมากมาย ซึ่งทางเราไม่ขอเข้าไปแข่งด้วย หากหนังศีรษะและเส้นผมของท่านดีขึ้นแล้วท่านจะตัดผมที่ไหนทรงไหนให้สวยขนาดไหนก็ได้ แต่อย่ากลับไปใช้เคมีอีกก็เท่านั้น) ค่าหมักผมผู้หญิง ครั้งละ 400 บาท ชาย ครั้งละ 300 บาท
มะมาสมุนไพร สาขารัชดา หาลำบากรึป่าว?
มะมาสมุนไพรสาขารัชดา หาไม่ยากหรอกค่ะ เพียงเข้าซอย 3 อยู่หลังสถานฑูตจีน เห็น4 แยกแรกให้เลี้ยวขวา ขับตรงมาเรื่อยๆ เกือบถึงสุดซอย ก็เจอร้านมะมาแล้วหล่ะค่ะ
มะมาสมุนไพร 322/86 หมู่บ้านอยู่เจริญ ซอยอยู่เจริญ 6
ถนนรัชดาภิเษก 3 แขวงดินแดง เขตดินแดง กทม.10400

โทรศัพท์ 02-241-4941 และ 081-910-0006
Email: karakete11@hotmail.com
 
“อาจารย์เล็ก” ฉันทมน พูลนิล สาธิตวิธีหมักผมให้ลูกค้านำกลับไปทำเองที่บ้าน โดยมี การะเกด ชีรัง เจ้าของร้านเฝ้ามองอย่างตั้งอกตั้งใจ
 
สมุนไพรต่างๆ ที่มะมาสมุนไพร ผลิตขึ้นมาจำหน่ายแก่ลูกค้า ล้วนเป็นยาบำรุงเส้นผมและรากผม
 
การะเกด ชีรัง เจ้าของกิจการ “มะมาสมุนไพร” หลังสถานฑูตจีน ถนนรัชดาภิเษก
 
สถานที่อันโอ่อ่า ของมะมาสมุนไพรดำเนินงานโดยนักธุรกิจสาว การะเกด ชีรัง
 
ขอขอบคุณ : หนังสือพิมพ์ไทยแอลเอ